วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การเต้นลีลาศกลุ่ม 3

บีกิน (BEGUINE)
·         การเต้นรำจังหวะบีกิน
            บีกินเป็นจังหวะลีลาศประเภทเบ็ดเตล็ด (POP AND SOCIAL DANCES) ที่ปัจจุบันนิยมเต้นกันเฉพาะงานสังคมลีลาศทั่ว ๆ ไปในประเทศไทย ไม่นิยมเต้นกันในต่างประเทศ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนไทยเรานิยมเต้นรำจังหวะบีกินมาตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่พอจะทราบได้คือ ในช่วงเวลาที่ครูอัตถ์ พึ่งประยูร บรมครูสอนลีลาศคนหนึ่งของไทยที่เต้นรำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 หรือ 2493 นั้นก็มีการเต้นรำจังหวะบีกินกันแล้ว โดยเข้าใจกันว่าชาวฟิลิปปินส์ที่มาเล่นดนตรีในเมืองไทยเป็นผู้แนะนำ
ดนตรีและการนับจังหวะ
·         ดนตรีของจังหวะบีกินเป็นแบบ 4/4 คือ มี 4 จังหวะใน 1 ห้องเพลง โดยที่สามจังหวะแรกจะเป็นเสียงหนัก และจังหวะที่สี่จะเป็นเสียงเบา และทุก ๆ จังหวะจะมีความเร็วช้าเท่ากันหมด
·         การนับจังหวะจะนับ 1,2,3, พัก, 1,2,3,พัก (พัก หมายถึง พักเข่าหรืองอเข่า) ต่อเนื่องกันไป และก้าวที่ 1 ตรงกับจังหวะที่ 1 ของห้องเพลง
·         ความเร็วช้าของจังหวะดนตรี
ดนตรีของจังหวะบีกินบรรเลงด้วยความเร็วประมาณ 28
32 ห้องเพลงต่อนาที
·         การจับคู่
การจับคู่เป็นแบบปิดของละตินอเมริกันโดยทั่วไป
       การก้าวเท้า
การก้าวเท้าทุก ๆ ก้าวไม่ว่าจะเป็นการเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็ตามต้องให้ฝ่าเท้าถึงพื้นก่อนเสมอ แล้วจึงราบลงเต็มเท้า ในขณะที่เดินเข่าจะงอเล็กน้อยเมื่อยกเท้าก้าวไป และตึงเมื่อวางเท้าถึงพื้นและราบเท้าลง เมื่อรับน้ำหนักตัวเต็มที่ หลักการก้าวเท้า คือ เข่าจะงอข้างหนึ่ง และตั้งข้างหนึ่งสลับกันไปมา ซึ่งจะทำให้สะโพกบิดไปมาอย่างเป็นธรรมชาติและสวยงาม ส่วนลำตัวตึงแต่เอวถึงศีรษะตรงและนิ่ง อย่าแกว่งตัวไปมา เพราะจะทำให้ไม่น่าดู

ช่ะ ช่ะ ช่า (CHA CHA CHA)
การเต้นรำจังหวะช่ะ ช่ะ ช่า ในบรรดาจังหวะเต้นรำแบบละตินอเมริกันที่มีอยู่ด้วยกัน 5 จังหวะนั้น ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นจังหวะเต้นรำที่มีกำเนิดหลังสุด กล่าวคือเป็นจังหวะที่รับการพัฒนามาจากจังหวะแมมโบ้ ( MAMBO) ซึ่งในอดีตเรียกชื่อจังหวะนี้เต็มๆ ว่า แมมโบ้ ช่ะ ช่ะ ช่า ต้นกำเนิดมาจากคิวบันการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากอิทธิพลของดนตรีที่พัฒนาไป ทำให้การเต้นรำพัฒนาตามไปด้วย            
ต้นกำเนิดของ ช่ะ ช่ะ ช่า เริ่มในปี ค.ศ. 1950 ขณะที่ดนตรีของคิวบันได้รับความนิยมอยู่ในอังกฤษนั้นได้มีเพลงจังหวะสวิง ( SWING) ซึ่งเกิดใหม่และนิยมกันมากเข้ามามีบทบาทแทรกแซงผสมผสานกับดนตรีของคิวบัน ทำให้เพลงของคิวบันที่เคยมีลักษณะนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นเร็วขึ้น เครื่องดนตรีที่ใช้เคาะจังหวะเริ่มเล่นพลิกแพลงผิดเพี้ยนออกไป เริ่มเคาะให้ไม่ลงจังหวะ ( OFF BEAT) สไตล์ของดนตรีที่พัฒนามานี้จึงได้ชื่อว่า แมมโบ้ และมีการสาธิตเต้นรำจังหวะแมมโบ้ ในการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับการเต้นรำ แบบบอลรูมที่แบลคพูลประเทศอังกฤษ ( INTERNATIONAL DANCE CONGRESS IN BLACKPOLL) รูปแบบการเต้นแมมโบ้พื้นฐานก็คือ ก้าวออกไปข้างหน้า 1 ก้าว แล้วถอยกลับ 2 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 1 ก้าว แล้วก้าวไปข้างหน้า 2 ก้าว (ก้าวที่ 2 ย้ำอยู่กับที่) แมมโบ้ได้รับความนิยม ทั้งเพลงและการเต้นอย่างมากในอเมริกาและยุโรป ต่อมาแมมโบ้ได้พัฒนาจากที่เคยเร็วให้ช้าลงสำหรับการเต้นจากแมมโบ้ที่เคยเต้นเดินหน้า 3 ก้าวและถอยหลัง 3 ก้าวก็เพิ่มการชิดเท้าไล่กันไปข้างหน้า 2 ก้าว และชิดเท้าไล่กันไปข้างหลัง 2 ก้าว ซึ่งเป็นรูปแบบของ ช่ะ ช่ะ ช่า ในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก            
การเต้นรำจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า นี้ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยชาวฟิลิปปินส์ ชื่อ มิสเตอร์เออร์นี่ นักดนตรีของวง ซีซ่า วาเลสโก ได้นำลีลาการเต้น ช่ะ ช่ะ ช่า และการเขย่ามาลากัส (ลูกแซ็ก) มาประกอบเพลงเข้าไปด้วย ซึ่งลีลาการเต้นนี้เป็นที่ประทับใจบรรดานักเต้นรำและครูสอนลีลาศทั้งหลาย จึงได้ขอให้มิสเตอร์เออร์นี่สอนให้ การเต้น ช่ะ ช่ะ ช่า ตามแบบของมิสเตอร์เออร์นี่จึงถูกถ่ายทอดและมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในภายหลังได้มีการนำรูปแบบการเต้นที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลเข้ามาแทนที่แล้วก็ตาม
ดนตรีและการนับจังหวะ - ดนตรีของจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า มีท่วงทำนองที่สนุกสนานเร้าใจ และมีจังหวะเน้นเด่นชัดดนตรีจะเป็นแบบ 4/4 เหมือนกับจังหวะคิวบ้ารัมบ้า คือ ใน 1 ห้องมี 4 จังหวะ  - การนับจังหวะสามารถนับได้หลายวิธี เช่น หนึ่ง- สอง สามสี่ ห้า หรือ หนึ่ง สอง ช่ะ ช่ะ ช่า หรือนับก้าวจนครบตามจำนวนลวดลายพื้นฐาน หรือนับตามหลักสากลคือ นับตามจังหวะของดนตรี คือ สอง สาม สี่ และ หนึ่ง โดยที่ก้าวแรกตรงกับจังหวะที่ 2 ของห้องเพลง
ความเร็วช้าของจังหวะดนตรี ดนตรีของจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า บรรเลงด้วยความเร็วมาตรฐาน 32 ห้องเพลงต่อนาที (30 40 ห้องเพลงต่อนาที)
 การจับคู่เต้นรำในจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นการจับคู่แบบละตินอเมริกันโดยทั่วไปคือแบบปิด (มือขวาของชายวางบริเวณสะบักของผู้หญิง) การจับคู่นี้ไม่ได้จับอยู่เช่นนี้ตลอดเวลาแต่จะเปลี่ยนไปตามท่าเต้นซึ่งอาจจะต้องจับกันด้วยมือข้างเดียว หรืออาจปล่อยมือที่จับกันอยู่ทั้งสองข้างก็ได้
 
การก้าวเท้า
การก้าวเท้าในจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเท้าไปข้างหน้าหรือถอยหลัง จะต้องให้  ฝ่าเท้า ( BALL OF FOOT) สัมผัสพื้นก่อนเสมอแล้วจึงราบลงเต็มเท้า การเต้นรำในจังหวะนี้จึงมีการใช้ฝ่าเท้ามากที่สุด และการใช้ตาต้องให้สัมพันธ์กับเข่า เพราะเมื่อมีการก้าวเท้าเข่าจะต้องงอเล็กน้อย หลังจากราบลงเต็มเท้าแล้วเข่าจึงตึง ส่วนเข่าอีกข้างก็จะงอเพื่อเตรียมก้าวต่อไป กล่าวได้ว่าตลอดเวลาของการใช้เท้านั้น เมื่อน้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าใดส้นเท้านั้นจะต้องลดลง ดังนั้น จึงมีการสับเปลี่ยนการตึงและงอของช่วงขา พร้อมทั้งการลดลงและยกขึ้นของส้นเท้าสลับกันตามลำดับ ซึ่งการปฏิบัติในลักษณะนี้ทำให้สะโพกบิดไปมาสวยงามตามแบบการเต้นละตินอเมริกัน แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นการจงใจทำเกินไปเพราะจะทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูได้         
อย่างไรก็ตามในการฝึกระยะแรกไม่ควรกังวลเกี่ยวกับการใช้ ขา เข่า และเท้ามากนัก ควรฝึกฝนลวดลายการเต้นให้ถูกต้องตามจังหวะของดนตรีเสียก่อนจนเกิดความชำนาญ แล้วจึงค่อยกลับมาฝึกฝนการก้าวเท้าเพื่อให้เกิดความสวยงามในภายหลัง



โดย น.ส กุลภัสสรณ์ ทวีโรจน์มงคล ม. 6/2 เลขที่ 20 (กลุ่ม 3)

ส่งงานย่อสุขศึกษา ตอนที่ 1 หน่วยที่ 1

                อวัยวะทุกระบบในร่างกายต่างทำงานสัมพันธ์กันและมีความสำคัญต่อร่างกายทั้งสิ้น มนุษย์จะดำรงอยู่ได้ด้วยการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่สอดคล้องกันดี ระบบต่างๆ ในร่างกายจำเป็นต้องพึงพาอาศัยกันและกัน หากมีอวัยวะหรือระบบใดทำงานผิดปกติ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ  เราจึงควรรักษาอวัยวะต่างๆ ให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆ
                ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์จำนวนนับล้านๆ ที่แตกต่างกันทั้งรูปร่างและขนาด กลุ่มเซลล์ที่ร่วมกันทำหน้าที่เฉพาะอย่างเรียกว่า เนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อเมื่อร่วมกันทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งจะเรียกว่า อวัยวะ และเมื่ออวัยวะต่างๆ ทำงานประสานกันจะเรียกว่า ระบบ ระบบต่างๆ ในร่างกายมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่จำเป็นที่จะต้องทำงานสอดคล้องกันเพื่อให้ร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้อย่างปกติ
                แนวคิดว่าที่การดูแลสุขภาพ คือการเยียวยารักษานั้นไม่ถูกต้อง เพราะการรอให้ป่วยแล้วค่อยดูแลสุขภาพนั้นอาจทำให้สายเกินแก้ แนวคิดที่ว่าในปัจจุบันจึงถูกเปลี่ยนเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่แข็งแรงและภูมิคุ้มกันโรคก่อนจะเจ็บป่วย โดยเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้นั้นเอง
                นอกเหนือจากนั้นเราควรเอาใจใส่อวัยวะที่สำคัญของร่ายกาย เช่น ตา หู จมูก ผิวหนัง ฯลฯ เพราะหากอวัยวะเหล่านี้เสียไปหรือทำงานปกติจะเกิดผลเสียหายร้ายแรงมากตามมา ฉะนั้นหากพบความผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที
                ระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่
1.        ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ประกอบไปด้วยสมองและไขสันหลัง คอยควบคุมและประสานการทำงานทั้งหมดของร่างกาย
                สมอง มีน้ำหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัมหรือ 3ปอนด์ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือชั้นนอกมีสีเทา เรียกว่า เกรย์ แมตเตอร์ ซึ่งเป็นที่รวมของเซลล์ประสาท และแอกซอนชนิดไม่มีเยื่อหุ้ม ส่วนชั้นในมีสีขาว เรียกว่า ไวท์ แมตเตอร์ เป็นส่วนของใยประสาทที่ออกจากเซลล์ประสาท
                สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ สมองส่วนหน้า ประกอบด้วย ซีรีบรัม ทาลามัส ไฮโพทาลามัส สมองส่วนกลาง และสมองส่วนท้าย ประกอบด้วย ซีรีเบลลัม พอนส์ เมดัลลา ออบลองกาตา โดยก้านสมองจะกอบด้วยสมองทั้ง 3 ส่วนอันได้แก่ สมองส่วนกลาง พอนส์ และเมดัลลา ออบลองกาตา
                ไขสันหลัง เป็นส่วนที่ต่อจากสมองลงไปตามแนวช่องกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่รับกระแสประสาทจากส่วนต่างๆ ของร่างกายส่งไปยังสมอง และรับกระแสประสาทตอบสนองจากสมองเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และยังควบคุมปฎิกิริยารีเฟลกซ์ อีกด้วย นอกจากนี้ หากมีเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสหลุดเข้าไปในเยื่อหุ้มไขสันหลัง เชื้อจะกระจายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบไขสันหลังอย่างรุนแรงได้

2.        ระบบประสาทส่วนปลาย (peripheral nervous system) ทำหน้าที่นำความรู้สึกจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนปลางไปยังอวัยวะที่ปฎิบัติงาน
2.1     เส้นประสาทสมอง มี 12 คู่
2.2     เส้นประสาทไขสันหลัง มี 31 คู่
3.        ประสาทระบบอัตโนมัติ  ควบคุมการทำงานของอวัยวะที่อยู่นอกเหนือจากจิตสำนึก เช่น การเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหวของอวัยวะภายใน และต่อมต่างๆ ฯลฯ ศูนย์กลางการควบคุมอยู่ในก้านสมอง
                การทำงานของระบบประสาท เป็นระบบที่ทำงานประสานกันกับระบบกล้ามเนื้อ นอกจากนั้นระบบประสาทยังรับกระแสประสาทจากอวัยวะต่างๆ ให้ส่งคำสั่งกลับไปควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด อันตราการหายใจ ฯลฯ
                การบำรุงรักษาระบบประสาท
1.        ระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ
2.        ระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางสมอง
3.        หลีกเลี่ยงยาชนิดต่างๆ ที่มีผลต่อสมอง
4.        พยายามผ่อนคลายความเครียด
5.        รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

                ระบบสืบพันธ์ เป็นระบบที่ใช้ในการดำรงเผ่าพันธ์ ซึ่งการสืบพันธ์ต้องอาศัยทั้งเพศชายและเพศหญิง
                                อวัยวะเพศชาย ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
1.        อัณฑะ
2.        ถุงหุ้มอัณฑะ
3.        หลอดเก็บตัวอสุจิ
4.        หลอดนำอสุจิ
5.        ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
6.        ต่อมลูกหมาก
7.        ต่อมคาวเปอร์
                เพศชายจะเริ่มสร้างอสุจิเมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี ผู้ที่มีอสุจิต่ำกว่า 30 ล้านลูกบาสก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติมากกว่าร้อยละ 25 จะมีโอกาศเป็นหมันได้
                                อวัยวะสืบพันธ์เพศหญิง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
1.        รังไข่ ทำหน้าที่ดังนี้
1.1 ผลิตไข่ ตลอดช่วงชีวิตของเพศหญิงจะมีการผลิตไข่ประมาณ 400 ใบ เริ่มตั้งแต่ 11-14 ปี จน45-50 ปี
1.2 สร้างฮอร์โมนเพศหญิง ได้แก่ เอสโทรเจน และ โพรเจสเทอโรน
2.        ท่อนำไข่ หรือ ปีกมดลูก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร เป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฎิสนธิกับไข่
3.        มดลูก ทำหน้าที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารก ชั้นนอกเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ชั้นกลางประกอบด้วยกล้ามเนื้อที่เรียบหนาและขยายตัวได้เวลาตั้งครรภ์ ชั้นในสุดเรียกว่า เยื่อบุมดลูก
4.        ช่องคลอด ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูก

                การบำรุงรักษาระบบสืบพันธ์ ทำได้โดย
1.        ดูแลร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ
2.        ออกกำลังกายอย่างสม่ำสมอ
3.        งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์
4.        พักผ่อนให้เพียงพอ
5.        ทำความสะอาดร่างกายอย่างทั่วถึงและสม่ำสมอ
6.        สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด
7.        ไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องนุ่งห่มร่วมกับผู้อื่น
8.        ไม่ส่ำส่องทางเพศ
9.        เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับอวัยวะเพศ ให้รีบปรึกษาแพทย์

                ระบบต่อมไร้ท่อ เป็นต่อมที่ไม่มีท่อหรือรูเปิด ผลิตสารที่เรียกว่า ฮอร์โมน ทำงานโดยประสาทกับระบบประสาท เรียกว่าระบบประสานงาน ต่อมไร้ท่อในร่างกายของเรามีดังนี้
1.        ต่อมใต้สมอง
2.        ต่อมหมวกไต
3.        ต่อมไทรอยด์
4.        ต่อมพาราไทรอยด์
5.        ต่อมที่อยู่ในตับอ่อน
6.        รับไข่ ในเพศหญิง และอัณฑะ ในเพศชาย
7.        ต่อมไทมัส
                การดูแลรักษาระบบต่อมไร้ท่อ – เพื่อให้การทำงานของระบบต่อมไร้ท่อประสานงานกับระบบประสาทอย่างปกติ เราจึงควรรักษาตัวเองดังนี้
1.        เลือกรับประทานอาหารครบ 5 หมู่
2.        ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน
3.        ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4.        ลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์
5.        หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรงงานฆ่าแมลง ฯลฯ
6.        พักผ่อนให้เพียงพอ คิดในเชิงบวกมากๆ

*********

ส่งอาจารย์ประพังกร โดย นางสาวกุลภัสสรณ์ ทวีโรจน์มงคล ม. 6/2 เลขที่ 20 ศิลป์-ฝรั่งเศส